ข้อสอบปรนัย

ข้อสอบ O-NET  เรื่อง พระพุทธศาสนา

1. ศาสนาพุทธ จัดอยู่ในศาสนาประเภทใด

ก. พหุเทวนิยม

ข. เอกเทวนิยม

ค. อเทวนิยม

ง. เทวนิยม

ตอบ ค. เพราะว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างโลก แต่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง

ข้อ ก. พหุเทวนิยม เช่น ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู

ข้อ ข. เอกเทวนิยม เช่น ศาสนาอิสลาม คริสต์ และยูดาย

ข้อ ง. เทวนิยม เชื่อในเรื่องพระเจ้าสร้างโลก และบันดาลทุกสสิ่ง

ข้อนี้เราจะวิเคราะห์ได้ว่า ข้อ ก. และ ข้อ ข. ถือเป็นส่วนหนึ่งของ ข้อ ง.

 

2. ข้อใดเป็นเอกลักษณ์ของศาสนาพุทธ

ก. กรรม

ข. ภาวนา

ค. นรก – สวรรค์

ง. อนัตตา

ตอบ ง. เพราะว่า เอกลักษณ์ของพระพุทธศาสนา แสดงว่าศาสนาอื่นต้องไม่มี ก็คือ อนัตตา ซึ่ง

ตรงกันข้ามกับเรื่องอาตมัน (อัตตา – ความมีตัวตน)ของศาสนาฮินดู

ข้อ ก. เรื่อง กรรม ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ก็มีเหมือนกัน

ข้อ ข. เรื่อง ภาวนา ศาสนาอื่นก็มีเยอะแยะไป

ข้อ ค. เรื่อง นรก – สวรรค์ ทุกศาสนาก็สอนเหมือนกัน

3. คำสอนเรื่อง ชีวิตเป็นทุกข์ ของ พระพุทธศาสนา หมายถึงข้อใด

ก. ชีวิตมีปัญหาอยู่ตลอดเวลา

ข. ร่างกายต้องเปลี่ยนแปลงเจ็บไข้อยู่เสมอ

ค. ความทุกข์เป็นข้อเท็จจริงของชีวิต

ง. จิตใจต้องพบความเศร้าและเสียใจอยู่เรื่อยๆ

ตอบ ค. เพราะว่า ชีวิตเป็นทุกข์ในศาสนาพุทธ คือ ทุกข์ชีวิตต่างก็ต้องประสบความทุกข์ด้วยกัน

ทั้งนั้น ความทุกข์จึงเป็นสัจธรรมของชีวิต

4. ปัจฉิมโอวาทโอวาทของพระพุทธองค์ที่ว่า “… ท่านทั้งหลายจงยังกิจของตนและผู้อื่นให้ถึงพร้อม

ด้วยความไม่ประมาทเถิด” สอดคล้องกับมรรค 8 ในข้อใด

ก. สัมมาทิฐิ

ข. สัมมาสังกัปปะ

ค. สัมมาวายามะ

ง. สัมมาสติ

ตอบ ง. เพราะว่า “ด้วยความไม่ประมาทเถิด” หมายถึงให้เรามีสติ ระมัดระวังตนเอง

5. คำสอนเรื่องกรรมในพุทธศาสนาสำคัญอย่างไร

ก. ทำให้คนเป็นคนดี

ข. ทำให้เชื่อว่ากรรมพิสูจน์ได้

ค. ทำให้คนกลัวนรกไม่กล้าทำชั่ว

ง. ทำให้เราเข้าใจว่าเราคือผู้ลิขิตชีวิตเรา

ตอบ ง. เพราะว่า ในศาสนาพุทธ เชื่อว่าสิ่งที่ลิขิตชีวิตเรา คือ กรรม ซึ่งต่างจาก ศาสนาอื่นๆ

เช่น ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู สอนว่า พรหมลิขิต เป็นต้น

6. ข้อใดไม่ใช่ความหมายของศรัทธาในพระพุทธศาสนา

ก. ความเชื่อมั่นในพระรัตนตรัย

ข. ความเชื่อมั่นในพระปัญญาของพระพุทธเจ้า

ค. ความเชื่อมั่นในกฎแห่งเหตุและผลของการกระทำในวัฏสงสาร

ง. ความเชื่อมั่นในความเป็นอมตะของวิญญาณที่ต้องคอยรับผลกรรม

ตอบ ง. ความเชื่อมั่นในความเป็นอมตะของวิญญาณที่ต้องคอยรับผลกรรม

7. ข้อใดคือความหมายที่ถูกต้องที่สุดของศีลในพุทธศาสนา

ก. ความเคร่งครัดสำรวมระวัง

ข. การงดเว้นความชั่วทุกอย่าง

ค. การไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

ง. ข้อห้ามไม่ให้ล่วงเกินผู้อื่น

ตอบ ค. การไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

8. ข้อใดคือลักษณะเด่นที่สุดของพุทธศาสนา

ก. การไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า

ข. การสอนเรื่องกรรมในอดีต

ค. การสอนให้รักและเมตตากัน

ง. การสอนให้มนุษย์พึ่งพาตนเอง

ตอบ ง. เพราะพระพุทธสาสนาเน้นการพึ่งพาตัวเอง

ข้อ 1 จริงแล้ว พระพุทธศาสนาก็เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง เพียงแต่ว่าพระเจ้าไม่ได้กำหนดชีวิตมนุษย์

ข้อ 2 ที่ถูก คือ พระพุทธศาสนาสอนเรื่องกรรมทั้งอดีตและปัจจุบัน

ข้อ 3 มีอยู่จริงในพระพุทธศาสนา แต่ไม่ใช่จุดที่เน้นที่สุดในพระพุทธศาสนา

9. ข้อใดแสดงว่า ผู้กระทำเป็นคนมีศีลธรรม

            ก. โบ้ท ไม่ดื่มสุราและไม่ชอบเล่นการพนัน

            ข. เบ็นซ์ ไม่พูดเท็จและยังชอบพูดจาสุภาพต่อคนทั่วไป

            ค. แฮม ไม่ตกปลา และยังชอบซื้อปลามาเลี้ยงไว้ในตู้โชว์ที่บ้าน

ง. ต้า ไม่ชอบหยิบฉวยของของใคร และยังอาสาเป็นสายสืบช่วยตำรวจจับขโมย

ตอบ ข. เพราะว่า ศีลธรรม = ศีล(ไม่ทำชั่ว)+ธรรม(ทำดี) ดังนั้นข้อที่เป็นคำตอบต้องไม่ทำชั่ว + ทำดี

ข้อ 1 ไม่ดื่มสุราและไม่ชอบเล่นการพนัน คือ ยังไม่ทำชั่ว แต่ยังไม่ได้ทำดี

ข้อ 3 ไม่ตกปลา คือ ไม่ทำชั่ว แต่ซื้อปลามาเลี้ยงไว้ในตู้โชว์ที่บ้าน บอกไม่ได้ว่าเป็นคนดี บางคนมองว่าทรมานสัตว์ด้วยนะ

ข้อ 4 ไม่ชอบหยิบฉวยของของใคร คือ ไม่ทำชั่ว ส่วนอาสาเป็นสายสืบช่วยตำรวจจับขโมย จริง ๆ ก็เป็นคนดี..แต่บังเอิญว่าข้อนี้ไม่ได้อยู่ในธรรม 5 ของพระพุทธศาสนา

ข้อ 2 ไม่พูดเท็จ คือไม่ทำชั่ว ตรงกับศีลข้อ 4 พูดจาสุภาพต่อคนทั่วไป คือ ทำดี ตามธรรมข้อ 4

10. “ผูกสนิทชิดเชื้อนี้เหลือยาก ถึงเหล็กฟากรัดไว้ก็ไม่มั่นจะผูกด้วยมนต์เสกลงเลขยันตไม่มั่นเหมือนผูกไว้ด้วยไมตรี”บทกลอนข้างต้นตรงกับหลักธรรมะข้อใด

ก. ฆราวาสธรรม

ข. อิทธิบาท 4

ค. สังคหวัตถุ 4

ง. พรหมวิหาร 4

ตอบ ค. เพราะว่า สังคหวัตถุ 4 เป็นหลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้อื่นไว้ได้

 

11.ข้อใดคือคำตอบเกี่ยวกับอริยะสัจ4ที่ถูกต้อง
ก.รู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำนิโรธให้แจ้ง ทำมรรคให้เกิดมี
ข.ละทุกข์ รู้สมุทัย ทำนิโรธให้เกิดมี ทำมรรคให้แจ้ง
ค.ละทุกข์สมุทัย ทำนิโรธให้แจ้ง ทำมรรคให้เกิดมี
ง.ละทุกข์สมุทัย ทำนิโรธกับมรรคให้แจ้ง
11.ตอบ ก รู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำนิโรธให้แจ้ง ทำมรรคให้เกิดมี มีความจริงอยู่ 4 ประการคือ การมีอยู่ของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และ หนทางไปสู่ความดับทุกข์ ความจริงเหล่านี้เรียกว่า อริยสัจ 4
1. ทุกข์ คือ การมีอยู่ของทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ และตายล้วนเป็นทุกข์ ความเศร้าโศก ความโกรธความอิจฉาริษยา ความวิตกกังวล ความกลัวและความผิดหวังล้วนเป็น ทุกข์ การพลัดพรากจากของที่รักก็เป็นทุกข์ ความเกลียดก็เป็นทุกข์ ความอยาก ความยึดมั่นถือมั่น ความยึดติดในขันธ์ทั้ง 5 ล้วนเป็นทุกข์
2. สมุทัย คือ เหตุแห่งทุกข์ เพราะอวิชา ผู้คนจึงไม่สามารถเห็นความจริงของชีวิต พวกเขาตกอยู่ในเปลวเพลิงแห่งตัณหา ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความเศร้าโศก ความวิตกกังวล ความกลัว และความผิดหวัง
3. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ การเข้าใจความจริงของชีวิตนำไปสู่การดับความเศร้า โศกทั้งมวล อันยังให้เกิดความสงบและความเบิกบาน

  1. 4. มรรค คือ หนทางนำไปสู่ความดับทุกข์ อันได้แก่ อริยมรรค 8 ซึ่งได้รับการหล่อ เลี้ยงด้วยการดำรงชีวิตอย่างมีสติความมีสตินำไปสู่สมาธิและปัญญาซึ่งจะปลดปล่อย ให้พ้นจากความทุกข์และความโศกเศร้าทั้งมวลอันจะนำไปสู่ความศานติและ ความเบิกบาน พระพุทธองค์ได้ทรงเมตตานำทางพวกเราไปตามหนทางแห่งความรู้แจ้งนี้

12. การแบ่งแยกนิกายต่างๆ ในศาสนาอิสลาม เกิดจากสาเหตุข้อใดเป็นสำคัญ
ก.ความเชื่อว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า
ข.ความคิดแตกต่างกันทางด้านการเมืองเกี่ยวกับผู้นำในศาสนา
ค.ความแตกต่างกันทางด้านสังคม เชื้อชาติ และวัฒนธรรม
ง.ความแตกต่างกันทางภูมิประเทศ ภาษาและสิ่งแวดล้อม
12. ตอบ ข.ความคิดแตกต่างกันทางด้านการเมืองเกี่ยวกับผู้นำในศาสนา
การแบ่งแยกนิกายต่างๆ ในศาสนาอิสราม เกิดจากความคิดที่แตกต่างกัน ทางการเมืองเกี่ยวกับผู้นำทางด้านศาสนา เพราะก่อนที่ท่านนบีมูฮัมมัด จะสิ้นชีวิต ท่านไม่ได้มอบตำแหน่งผู้นำทางศาสนาให้แก่ผู้ใด หลังจากนบีสิ้นชีวิตลงแล้ว มีการแตกแยกแนวคิดทางการเมืองเกี่ยวกับเรื่อง กาหลิบ หรือผู้บริหารกิจการมุสลิม ซึ่งมีฐานะเป็นประมุขทางศาสนาต่อจากท่านนบีมูฮัมมัด

13.นิพพานสุข คืออย่างไร
ก.ความสุขที่เกิดจากการละกิเลสได้
ข.ความสุขที่เกิดจากการควบคุมกิเลสได้
ค.ความสุขที่เกิดจากการตายแล้วไม่เกิด
ง.ความสุขที่เกิดจากการที่สนองกิเลสได้

13.ตอบ ก.ความสุขที่เกิดจากการละกิเลสได้นิพพานสุข คือ กลุ่มที่มุ่งปฏิบัติทางจิต ทางปัญญา วิปัสสนา คือ รู้เท่าทัน
ในสรรพชีวิตทั้งหลาย ตามเป็นจริง มิใช่ตามอยากให้เป็น รู้แล้วก็มุ่งปฏิบัติไปใน
หนทางตามเป็นจริง ที่ถูกต้อง คือ มรรค 8 ทางตรงสู่ความตรัสรู้ เข้าสู่ นิพพาน

14.ข้อใดคือความหมายของคำว่า “วันมหาปวารณา”
ก.วันที่พระสงฆ์ให้โอกาสครั้งสำคัญในการว่ากล่าวกันได้
ข.วันที่พระสงฆ์ให้โอกาสครั้งสำคัญในการขอพรและให้พรกัน
ค.วันที่พระสงฆ์ให้โอกาสครั้งสำคัญให้ฆราวาสปวารณาตนรับใช้พระสงฆ์
ง.วันที่ฆราวาสเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้พระสงฆ์กล่าวสอนตน
14.ตอบ ก.วันที่พระสงฆ์ให้โอกาสครั้งสำคัญในการว่ากล่าวกันได้มีชื่อเรียกวันออกพรรษาอีกอย่างหนึ่งว่า ” วันปวารณา หรือ วันมหาปวารณา ” ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๑ (เพ็ญเดือน ๑๑) ของทุกปี มีความหมายว่าพระภิกษุทั้งหลายทั้งพระผู้ใหญ่และพระผู้น้อยต่างเปิดโอกาสอนุญาตแก่กันและกัน ให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้

15.วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่องค์การสหประชาชาติประกาศให้เป็นวันสันติภาพโลก คือวันใด
                             ก.วันอาสาฬหบูชา
ข.วันวิสาขบูชา
ค.วันมาฆบูชา
ง.วันอัฏฐมีบูชา
15.ตอบ ข.วันวิสาขบูชาวันวิสาขบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ความหมาย คำว่า “วิสาขบูชา” หมายถึง ถึงการบูชาในวันเพ็ญเดือน 6 วิสาขบูชา ย่อมาจาก “วิสาขปุรณมีบูชา” แปลว่า “การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ” ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ มีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปเป็นกลางเดือน 7
วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา เนื่องจากมีเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 3 ชาวพุทธศาสนิกชนทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับวันวิสาขบูชานี้ และเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พุทธศักราช 2542 สหประชาชาติได้ยอมรับญัตติที่ประชุม กำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลก และเป็นวันหยุดวันหนึ่งของสหประชาชาติ เพื่อให้ชาวพุทธทั่วโลกได้มีโอกาสบำเพ็ญบุญเนื่องในวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระบรมศาสดา

16.ศาสนาใดสอนว่า “ถ้าเขาตบแก้มขวา จงเอียงแก้มซ้ายให้เขาตบ”
ก.ศาสนาฮินดู
ข.ศาสนาอิสลาม
ค.ศาสนาคริสต์
ง.พระพุทธศาสนา
16.ตอบ ค.ศาสนาคริสต์ศาสนาคริสต์สอนว่า “ถ้าเขาตบแก้มขวา จงเอียงแก้มซ้ายให้เขาตบ” เพราะศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่เน้นเรื่องความรัก ความเสียสละ การให้อภัยและ การะบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น

17.หลักธรรมที่เน้นการละชั่ว ทำดี และชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ตรงกับข้อใดมากที่สุด
                    ก.อริยสัจ 4
ข.อิทธิบาท 4
ค.กัลยาณมิตตธรรม
ง.โอวาทปาฏิโมกข์
17.ตอบ ง.โอวาทปาฏิโมกข์ โอวาทปาฏิโมกข์ คือการละความชั่ว การทำความดี และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ถือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เพราะเป็นหลักการ อุดมการณ์และวิธีการทำงาน การเผยแผ่พระพุทธศาสนา

18. พุทธประวัติ กล่าวถึงเรื่องอะไร ?
ก. ความเป็นไปของพระพุทธเจ้า

ข. ความเป็นไปของพระสาวก
ค. ความเป็นไปของนักบวช

ง. ความเป็นไปของพุทธบริษัท 4

19. ชมพูทวีปในปัจจุบัน ได้แก่ประเทศอะไรบ้าง ?
ก. อินเดีย – เนปาล – ปากีสถาน – บังคลาเทศ   ข. อินเดีย – ภูฐาน – อินโดนีเซีย – มาเลเซีย
ค. อินเดีย – เนปาล – ศรีลังกา – อัฟกานิสถาน   ง. อินเดีย – เนปาล – จีน – อินโดนีเซีย

20. ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับพวกมิลักขะ ?
ก. เจ้าของถิ่นอินเดียเดิม                        ข. ถูกรุกรานถอยร่นลงทางใต้
ค. อพยพข้ามเทือกเขาหิมาลัย                ง. ความสามารถสู้พวกอริยกะไม่ได้

21.  คำว่า “มัธยมประเทศ และปัจจันต ประเทศ”    หมายความว่าอย่างไร ?
ก. ประเทศที่เป็นเอกราชและไม่มีเอกราช           ข. ประเทศส่วนกลางและประเทศรอบนอก
ค. ประเทศที่มีความเจริญและไม่มีความเจริญ      ง. ทั้งสองเป็นประเทศเดียวกัน

22. ในวรรณะทั้ง 4 วรรณะใดถือตนว่าสูง ?
ก. กษัตริย์-ศูทร               ข. พราหมณ์-แพศย์         ค. แพศย์-กษัตริย์         ง. กษัตริย์-พราหมณ์

23. ไตรเพทเป็นคัมภีร์ของศาสนาใด ?
   ก. ศาสนาพุทธ                  ข. ศาสนาพราหมณ์        ค. ศาสนาเชน            ง. ศาสนาซิกข์

24. กษัตริย์พระองค์ใด เป็นต้นศากยวงศ์ ?
   ก. พระเจ้าโอกกากราช             ข. พระเจ้าอโศกมหาราช

ค. พระเจ้าชยเสนะ                  ง. พระเจ้าสีหหนุ

25. พระเจ้าสุทโธทนะเป็นราชโอรสของใคร ?
   ก. พระเจ้าชัยเสน         ข. พระเจ้าสีหหนุ            ค. พระเจ้าอัญชนะ      ง. พระเจ้าสุปปพุทธะ

26. พระโพธิสัตว์ ก่อนเสด็จมาอุบัติในมนุษยโลกนี้ อยู่  สวรรค์ชั้นไหน ?
ก. ดุสิต                         ข. ยามา                  ค. ดาวดึงส์              ง. นิมมานรดี

27. สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ปัจจุบันคือ  ประเทศใด ?
   ก. เนปาล                      ข. ปากีสถาน              ค. ศรีลังกา                ง. อินเดีย

28. ใครเป็นผู้ทำนายพระลักษณะของเจ้าชายสิทธัตถะ เป็นคนแรก ?
   ก. อาฬารดาบส            ข. อุททกดาบส          ค. โกณฑัญญพราหมณ์                 ง. อสิตดาบส

29. คำว่า “สิทธัตถะ” มีความหมายว่าอย่างไร ?
    ก. ผู้มีโภคะ               ข. ผู้มีความต้องการสำเร็จ    ค. ผู้มีความรู้           ง. ผู้มีความประพฤติดี

30. หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ 7 วัน มี  เหตุการณ์ใดเกิดขึ้น ?
ก. ขนานพระนาม     ข. พระมารดาสิ้นพระชนม์     ค. อสิตดาบสมาเยี่ยม    ง. ทำนายพระลักษณะ

31. เมื่อพระนางสิริมหามายาทิวงคตแล้ว ใครเป็นผู้  ดูแลพระกุมาร ?
    ก. พระนางปชาบดี        ข. พระนางกาญจนา         ค. พระนางรูปนันทา      ง. พระนางอมิตา

32. ใครเป็นครูคนแรกของเจ้าชายสิทธัตถะ ?
ก. อสิตดาบส              ข. อุททกดาบส              ค. โกณฑัญญะ                ง. วิศวามิตร

33. เจ้าชายสิทธัตถะได้ปฐมฌานครั้งแรก ในขณะที่พระราชบิดาทรงพาไปร่วมพิธีอะไร ?
     ก. พิธีมงคลสมรส             ข. พิธีโสกันต์          ค. พิธีแรกนาขวัญ            ง. พิธีเกี่ยวข้าว

34. เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิง พระองค์ใด ?
     ก. พระนางมัลลิกา            ข. พระนางพิมพา    ค. พระนางโรหิณี                 ง. พระนางรูปนันทา

35. เทวทูต 4 อันเป็นมูลเหตุในการเสด็จออกบวชของเจ้าชายสิทธัตถะ ได้แก่อะไรบ้าง ?
ก. คนเกิด-คนแก่-คนเจ็บ-คนตาย                    ข. คนแก่-คนเจ็บ-คนตาย-สมณะ
ค. คนแก่-คนเจ็บ-คนตาย-ความทุกข์                  ง. คนแก่-คนเจ็บ-คนตาย-ความสุข

36. การเสด็จออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ เรียกว่าอะไร
ก. มหาภิเนษกรมณ์         ข. มหาอธิษฐาน        ค. มหาบารมี                ง. มหาทาน

37. เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงผนวชด้วยวิธีใด ?
ก. เอหิภิกขุ                     ข. ไตรสรณคมน์       ค. อธิษฐานเพศ           ง. ญัตติจตุตถกรรม

38. เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะออกบรรพชา ใครนำบาตรและจีวรมาถวาย ?
     ก. สหัมบดีพรหม             ข. ท้าวสักกเทวราช        ค. ท้าวจาตุมหาราช      ง. ฆฏิการพรหม

39. หลังจากเสด็จออกบรรพชาแล้ว ทรงเข้าศึกษาในสำนักของใคร ?
ก. กาฬเทวิลดาบส           ข. ครูวิศวามิตร              ค. อาฬารดาบส             ง. อสิตดาบส

40. ทรงศึกษาจากสำนักอุททกดาบส สำเร็จชั้นไหน ?
     ก. อริยสัจ 4                          ข. ญาณ 3               ค. สมาบัติ 7                  ง. สมาบัติ 8

41. พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาที่ไหน ?
ก. สวนลุมพินี           ข. สวนตาลหนุ่ม               ค. อุรุเวลาเสนานิคม   ง. ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

42. พระมหาบุรุษทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา เพราะเหตุใด ?
    ก. ทรงท้อพระทัย             ข. ทรงเบื่อหน่าย

ค. ทรงคลายความเพียร       ง. ทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางตรัสรู้

43. พญามารได้ยกพลเสนามารมาผจญพระองค์ ๆ ทรงต่อสู้ด้วยอะไร ?
    ก. พระบารมี 10 ทัศ        ข. พระบารมี 30 ทัศ          ค. พระบารมี 37 ทัศ        ง. พระบารมี 42 ทัศ

44. สถานที่ตรัสรู้ ปัจจุบันเรียกว่า…?
    ก. พุทธประทีป                         ข. พุทธคยา              ค. พุทธชยันตี           ง. พุทธมาลัย

45. ใครเป็นผู้ถวายหญ้าคาแก่พระมหาบุรุษ ?
ก. สุนิธพราหมณ์             ข. โสตถิยพราหมณ์      ค. เวรัญชพราหมณ์    ง. โกสิยพราหมณ์

46. อาสวักขยญาณ คือความรู้…?
ก. ที่ทำให้ระลึกชาติได้           ข. ที่ทำให้หมดกิเลส

ค. ที่สามารถดักใจผู้อื่นได้         ง. ที่ไม่ต้องมีใครสอน

47. พระมหาบุรุษได้ตรัสรู้ธรรมพิเศษถึงความบริสุทธิ์  จากกิเลสาสวะ จึงได้พระนามว่า……?
      ก. อรหัง                                   ข. สัมมาสัมพุทโธ

ค. วิชชาจรณสัมปันโน               ง. สุคโต

48. คำว่า “เสวยวิมุตติสุข” นั้น หมายถึงสุขอะไร ?

ก. สุขที่เกิดจากการค้นพบ       ข. สุขที่เกิดจากการหลุดพ้น
ค. สุขที่เกิดจากการสะสม         ง. สุขที่เกิดจากการหมดหนี้

49. อุบาสกผู้ถึงพระพุทธ พระธรรมเป็นสรณะเป็นคน    แรกคือใคร ?
    ก. ตปุสสะและภัลลิกะ

ข. โสตถิยพราหมณ์

ค. อนาถปิณฑิกเศรษฐี

ง. บิดาของยสกุลบุตร

50. สัตตมหาสถาน คือสถานที่สำคัญ 7 แห่ง ได้แก่….?
    ก. สถานที่เคยบำเพ็ญทุกรกิริยา            ข. สถานที่เคยเสวยวิมุตติสุข
ค. สถานที่เคยบิณฑบาต                      ง. สถานที่ไปแสดงธรรม

51. ผู้มาทูลอาราธนาให้พระพุทธเจ้าโปรดเวไนยสัตว์คือใคร ?
    ก. พกาพรหม                 ข. ฆฏิการพรหม                 ค. มหาพรหม             ง. สหัมบดีพรหม

52. บุคคลประเภท “ปทปรมะ” คือบุคคลประเภทใด ?
    ก. มีปัญญาเฉียบแหลม           ข. มีปัญญาระดับปานกลาง
ค. มีปัญญาพอแนะนำได้          ง. ด้อยปัญญา

53. เมื่อพระพุทธองค์ตัดสินพระทัยที่จะแสดงธรรมแล้ว ทรงคิดถึงใครเป็นคนแรก ?
    ก. กาฬเทวิลดาบส          ข. กบิลดาบส    ค. ปัญจวัคคีย์        ง. อาฬารดาบสและอุทกดาบส

54. พระธรรมเทศนากัณฑ์แรก มีชื่อว่าอย่างไร ?
ก. อาทิตตปริยายสูตร       ข. อนัตตลักขณสูตร    ค. ธัมมจักกัปปวัตนสูตร       ง. มงคลสูตร

55. ผู้ได้ดวงตาเห็นธรรม(ธรรมจักษุ) เป็นพระอริยบุคคลในข้อใด ?
    ก. พระโสดาบัน        ข. พระสกทาคามี       ค. พระอนาคามี        ง. พระอรหันต์

56. ใครเป็นพระสาวกองค์แรกของพระพุทธองค์ ?
    ก. พระวัปปะ             ข. พระภัททิยะ          ค. พระอัญญาโกณฑัญญะ       ง. พระอัสสชิ

57. พระรัตนตรัยเกิดขึ้นในโลกเมื่อไร ?
ก. วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3         ข. วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6
ค. วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8         ง. วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9

58. พระปัญจวัคคีย์สำเร็จเป็นพระอรหันต์พร้อมกัน เพราะฟังพระธรรมเทศนาชื่อ…?
ก. ธรรมจักกัปปวัตนสูตร     ข. อาทิตตปริยายสูตร     ค. อนัตตลักขณสูตร      ง. ธรรมนิยามสูตร

59. ใจความแห่งอนัตตลักขณสูตร กล่าวถึงเรื่องอะไร ?
    ก. อายตนะ 6 เป็นอัตตา    ข. ขันธ์ 5 เป็นอนัตตา

ค. ธาตุ 4 เป็นอนัตตา        ง. ขันธ์ 5 เป็นอัตตา

60. ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ?
    ก. ที่แสดงปฐมเทศนา                     ข. ที่พระพุทธเจ้าจำพรรษาแรก
ค. ที่แสดงอาทิตตปริยายสูตร             ง. ที่ส่งสาวกไปประกาศพระศาสนาครั้งแรก

61. ขณะที่ยสกุลบุตรเปล่งอุทานว่า “ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ” ท่านเดินไปสถานที่ใด ?
    ก. สวนเวฬุวัน                       ข. เชตะวันมหาวิหาร

ค. ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา           ง. ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

62. พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมข้อใดแก่ยสกุลบุตร ?
    ก. ไตรลักษณ์                         ข. เวทนาสูตร

ค. อาทิตตปริยายสูตร              ง. อนุปุพพีกถาและอริยสัจ 4

63. อุบาสกคนแรกผู้ถึงรัตนะ 3 คือ…?
    ก. อนาถปิณฑิกะ                  ข. พระเจ้าอชาตศัตรู

ค. พระเจ้าสุทโธทนะ               ง. บิดาของพระยสะ

64. พระพุทธองค์ทรงส่งพระสาวกไปประกาศพร     ศาสนาครั้งแรก กี่องค์ ?
    ก. 5 องค์                       ข. 10 องค์                   ค. 60 องค์                    ง. 61 องค์

65. แคว้นอะไรที่พระพุทธเจ้าทรงเลือกเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก ?
ก. แคว้นคันธาระ           ข. แคว้นมัลละ              ค. แคว้นมคธ               ง. แคว้นโกศล

66. “ท่านพึงแสวงหาหญิงนั้นดีกว่า หรือจะพึงแสวงหาตนดีกว่า” เป็นดำรัสที่พระพุทธองค์ตรัสกับใคร
    ก. ยสกุลบุตร                 ข. บิดาของยสกุลบุตรn    ค. เบญจวัคคีย์                ง. ภัททวัคคีย์

67. พวกชฎิลนับถือบูชาอะไร ?
    ก. บูชาวัตถุมงคล       ข. บูชาผู้สูงอายุ             ค. บูชาดาวพระเคราะห์          ง. บูชาไฟ

68. พระสูตรใด ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชฎิล 3 พี่น้อง ?
    ก. สักกปัญหสูตร               ข. อาทิตตปริยายสูตร

ค. อนัตตลักขณสูตร          ง. ธัมมจักกัปปวัตนสูตร

69. พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมอะไรแก่พระเจ้าพิมพิสารและราชบริพารที่ลัฏฐิวัน ?
ก. อนุปุพพีกถาและอริยสัจ 4    ข. ธัมมจักกัปปวัตนสูตร
ค. เวทนาปริคคหสูตร               ง. ปกิณณกเทศนา

70. วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา ชื่อว่าอะไร ?
     ก. เชตวัน               ข. ลัฏฐิวัน         ค. ปุพพาราม                        ง. เวฬุวัน

71.ใครเป็นผู้ถวายวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา ?
     ก. เจ้าเชต               ข. พระเจ้าพิมพิสาร          ค. นางวิสาขา          ง. อนาถปิณฑิกเศรษฐี

72. อุปติสสปริพาชกได้ดวงตาเห็นธรรม   เพราะฟังธรรมจากใคร ?
ก. พระพุทธเจ้า         ข. พระสารีบุตร

ค. พระอัสสชิ            ง. พระมหากัสสปะ

73. โกลิตะได้บรรลุโสดาปัตติผลเพราะได้ฟังธรรมจากใคร ?
    ก. พระพุทธเจ้า         ข. พระอัสสชิ                   ค. อุปติสสะ               ง. พระโกณฑัญญะ

74. ใครเป็นพระอัครสาวกซ้าย-ขวา ของพระพุทธเจ้า ?
ก. พระอนุรุทธะ-พระอานนท์                           ข. พระอุบาลี-พระมหาโมคคัลลานะ
ค. พระอัญญาโกณฑัญญะ-พระอัสสชิ              ง. พระมหาโมคคัลลานะ-พระสารีบุตร

75. พระสารีบุตรสำเร็จเป็นพระอรหันต์ด้วยพระธรรมเทศนาใด ?
    ก. อริยสัจ 4                      ข. อนุปุพพีกถา

ค. อริยธรรม                     ง. เวทนาปริคคหสูตร

76. พระสารีบุตรสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เพราะฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ใคร ?
    ก. ทีฆนขปริพาชก              ข. สุภัททปริพาชก

ค. พระอัสสชิ                      ง. พระมหาโมคคัลลานะ

77. ทีฆนขปริพาชกทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนาของ  พระพุทธเจ้าว่าอย่างไร ?
    ก. ดุจดวงตะวันส่องโลก                               ข. บริสุทธิ์ดุจดวงจันทรา
ค. ดุจบุคคลหงายของที่คว่ำ                           ง. ดุจธรรมโอสถ

เฉลย 18-77

18.    ก              

19.    ก             

20.    ค              

21.    ข             

22.    ง

23.    ข              

24.    ก             

25.    ข              

26.    ก             

27.  ก

28.  ง              

29.  ข             

30.  ข              

31.  ก             

32.  ง

33.  ค              

34.  ข             

35.  ข              

36.  ก             

37.  ค

38.  ง              

39.  ค             

40.  ง              

41.  ค             

42.  ง

43. ก               

44. ข               

45. ข               

46. ข               

47. ก

48.    ข              

49.    ก             

50.    ข              

51.    ง              

52.    ง

53.    ง              

54.    ค             

55.    ก              

56.    ค             

57.  ค

58.  ค              

59.  ข             

60.  ค              

61.  ง              

62.  ง

63.  ง              

64.  ค             

65.  ค              

66.  ง              

68.  ง

69.  ข              

70.  ก             

71.  ง              

72.  ข             

73.  ค

74.  ค              

75.  ง              

76.  ง              

77.  ก             

Advertisements
ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s